บทที่ 6 ศิษย์สายตรงของตาแก่ขี้เมา

บทที่ 6 : ศิษย์สายตรงของตาแก่ขี้เมา

แท่นบูชากลางป่าต้องห้าม

อัจฉริยะกว่าร้อยคนจากตระกูลต่างๆ ในเมืองชิงโจวกำลังต่อสู้แย่งชิงหินกระบี่สวรรค์กันอย่างเอาเป็นเอาตาย เลือดสาดกระจายไปทั่ว บางคนแขนขาด บางคนถูกอสูรฉีกเป็นชิ้นๆ

ไม่มีใครสังเกตว่าที่มุมหนึ่งของป่า มีชายหนุ่มในเสื้อผ้าขาดวิ่นถือถุงผ้าโทรมๆ ใบหนึ่งเดินออกมาอย่างสบายอารมณ์ ข้างหลังเขาคือหญิงสาวในชุดขาวที่งดงามดุจนางฟ้า และตาแก่ขี้เมาที่ถือขวดเหล้าเดินเซไปเซมา

เมื่อเซียวอู๋จี้มาถึงแท่นบูชา เขาก็เทถุงผ้าลง

กราว!

หินกระบี่สวรรค์สีฟ้าอ่อนสิบสามก้อนตกลงบนแท่นบูชา เสียงดังกังวานไปทั่วป่า

ความวุ่นวายทั้งหมดหยุดลงทันที

ทุกคนหันมามองด้วยดวงตาเบิกกว้าง

"สิบ... สิบสามก้อน!?"

"เป็นไปไม่ได้! ในป่านี้มีทั้งหมดแค่ยี่สิบก้อนเท่านั้น! เขาหามาได้คนเดียวสิบสามก้อนได้อย่างไร!?"

ผู้อาวุโสคุมการประลองของสำนักกระบี่สวรรค์ที่สวมชุดสีฟ้าลอยตัวลงมาจากท้องฟ้า เขามองหินทั้งสิบสามก้อนแล้วมองไปที่เซียวอู๋จี้ด้วยความตกตะลึง

"เจ้าคือ... เซียวอู๋จี้จากตระกูลเซียว?"

"ใช่"

"เจ้ามีป้ายอะไรในมือ?"

เซียวอู๋จี้ชูป้ายไม้โทรมๆ ที่เทียนเจี้ยนยัดใส่มือเขาขึ้นมา

ป้ายนั้นดูเหมือนเศษไม้ที่เก็บมาจากกองขยะ มีคำว่า "เทียนเจี้ยน" เขียนไว้อย่างบิดเบี้ยวด้วยถ่าน

แต่เมื่อผู้อาวุโสคุมการประลองเห็นป้ายนั้น ใบหน้าของเขาก็ซีดเผือดเหมือนเห็นผี

"ป้าย... ป้ายศิษย์สายตรงของผู้อาวุโสเทียนเจี้ยน!?"

ทั้งป่าต้องห้ามเงียบกริบยิ่งกว่าเดิม

ใครๆ ในสำนักกระบี่สวรรค์ก็รู้ว่าผู้อาวุโสเทียนเจี้ยนคือใคร เขาเป็นผู้อาวุโสที่แข็งแกร่งที่สุดแต่ก็บ้าที่สุดในสำนัก ไม่มีใครเคยเห็นเขารับศิษย์มาก่อนในรอบร้อยปี เพราะทุกคนคิดว่าเขาเมาจนจำชื่อตัวเองไม่ได้ด้วยซ้ำ

แต่ตอนนี้ เขารับศิษย์แล้ว และศิษย์คนนั้นคือขยะประจำตระกูลเซียวที่ฝึกวิชามาร!

เทียนเจี้ยนเดินเซเข้ามาตบไหล่ผู้อาวุโสคุมการประลอง "อ้าว ไอ้หวังเล็ก นี่ศิษย์ของข้าเอง ฝากดูแลด้วยล่ะ ข้าไปดื่มเหล้าต่อก่อน"

พูดจบเขาก็หายตัวไปเหมือนไม่เคยอยู่ตรงนั้นมาก่อน ทิ้งให้ผู้อาวุโสคุมการประลองยืนตัวสั่นอยู่คนเดียว

หลินชิงเยว่เดินเข้ามาวางหินกระบี่สวรรค์ของนางเจ็ดก้อนลงบนแท่นบูชา นางได้อันดับสอง

"ประกาศผล!" ผู้อาวุโสคุมการประลองตะโกนด้วยเสียงสั่นๆ "อันดับหนึ่ง เซียวอู๋จี้ สิบสามก้อน! ได้เป็นศิษย์สายใน! อันดับสอง หลินชิงเยว่ เจ็ดก้อน! ได้เป็นศิษย์สายใน! ที่เหลือ... ที่เหลือกลับไปก่อน!"

ไม่มีใครกล้าคัดค้าน

วันนั้น ชื่อของเซียวอู๋จี้ดังกระหึ่มไปทั่วเมืองชิงโจวอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ไม่ใช่ในฐานะขยะ แต่ในฐานะปีศาจที่แม้แต่สำนักกระบี่สวรรค์ยังต้องยอมรับ

ยอดเขากระบี่เมา สำนักกระบี่สวรรค์

ยอดเขาที่รกร้างที่สุดในสำนัก ไม่มีศิษย์ ไม่มีตำหนักสวยงาม มีเพียงกระท่อมไม้ไผ่โทรมๆ หลังหนึ่งและต้นท้อที่ตายไปแล้วครึ่งต้น

เซียวอู๋จี้นั่งขัดสมาธิอยู่ในกระท่อม หลินชิงเยว่นั่งอยู่ห่างออกไปไม่ไกล นางถูกเทียนเจี้ยนบังคับให้มาอยู่ยอดเขาเดียวกันโดยอ้างว่าจะได้ดูแลอาการครรภ์น้ำแข็งได้สะดวก

"เจ้าจะทำอย่างไรต่อไป?" หลินชิงเยว่ถามเบาๆ "ตอนนี้ทั้งสำนักรู้ว่าเจ้าฝึกวิชามาร แม้จะมีป้ายของผู้อาวุโสเทียนเจี้ยนคุ้มครอง แต่ผู้อาวุโสคนอื่นๆ จะไม่ปล่อยเจ้าไว้แน่"

"ให้พวกเขามา" เซียวอู๋จี้ลืมตาขึ้น "ยิ่งมาเยอะ ข้ายิ่งแข็งแกร่งเร็ว"

หลินชิงเยว่เงียบไป นางมองชายหนุ่มตรงหน้าแล้วรู้สึกว่ายิ่งเข้าใกล้ ยิ่งมองไม่เห็นก้นบึ้งของเขา

กลางดึกคืนนั้น ขณะที่เซียวอู๋จี้กำลังหลอมรวมพลังของนักฆ่าสวรรค์ทั้งสามคนที่กลืนมา

บัวอสุรานิรันดร์ในหัวใจของเขาก็สั่นไหวอย่างรุนแรง ไม่ใช่เพราะพลัง แต่เป็นเพราะ... มีคนเรียกมันจากอีกฟากหนึ่งของโลก

ภาพตรงหน้าเขาเปลี่ยนไป

เขาไม่ได้อยู่ในกระท่อมไม้ไผ่อีกต่อไป แต่อยู่บนบัลลังก์สีทองที่สูงเสียดฟ้า รอบตัวคือเมฆสีทองและเสาแห่งสวรรค์

และตรงหน้าเขา หญิงสาวในชุดจักรพรรดินีสีทองที่งดงามที่สุดในเก้าชั้นฟ้ากำลังนั่งอยู่บนบัลลังก์ที่สูงกว่าเขา

เย่วหลิงซา

นางสวยกว่าเมื่อสามพันปีก่อนมาก สวยจนทำให้เทพทั้งหมดต้องก้มหัว แต่ดวงตาของนางเย็นชากว่าเดิมร้อยเท่า

"เจ้า... ยังไม่ตายจริงๆ ด้วย" นางพูดด้วยเสียงที่ไพเราะแต่ไร้ความรู้สึกใดๆ "เซียวอู๋จี้"

"ผิดหวังหรือ?" เซียวอู๋จี้ที่อยู่ในร่างวิญญาณยิ้มเย็น "ที่เห็นว่าขยะที่เจ้าทิ้งไปยังหายใจอยู่"

เย่วหลิงซาลุกขึ้นยืนช้าๆ เดินลงมาจากบัลลังก์ มาหยุดอยู่ตรงหน้าเขา แม้จะเป็นเพียงการเชื่อมต่อทางจิตผ่านบัวอสุรา แต่กลิ่นหอมของนางยังคงเหมือนเดิม

"ข้าไม่ผิดหวัง ข้าแค่แปลกใจว่าทำไมบัวอสุรานิรันดร์ถึงเลือกเจ้า ทั้งที่เจ้าเป็นแค่ขยะในโลกเบื้องล่าง" นางยกมือขึ้นลูบแก้มวิญญาณของเขาเบาๆ "กลับมาเถอะ อู๋จี้ กลับมาหาข้า ข้าจะให้อภัยเจ้าในฐานะที่เจ้าเคยเป็นคนรักของข้า ข้าจะให้เจ้าเป็นเทพสงครามข้างบัลลังก์ของข้าเหมือนเดิม"

"ให้อภัยข้า?" เซียวอู๋จี้หัวเราะออกมา เสียงหัวเราะนั้นเต็มไปด้วยความเกลียดชัง "เย่วหลิงซา เจ้าคิดว่าข้ายังเป็นเด็กขอทานที่เจ้ารับมาเลี้ยงเมื่อสามพันปีก่อนหรือ? เจ้าคิดว่าหลังจากที่เจ้ากับมู่เฉินแทงข้าตาย ข้าจะยังกลับไปเลียมือเจ้าเหมือนหมาอีกหรือ?"

รอยยิ้มของเย่วหลิงซาหายไป

"เช่นนั้นเจ้าต้องการอะไร?"

"ข้าต้องการหัวของเจ้า" เซียวอู๋จี้พูดทีละคำ "และบัลลังก์ของเจ้า ข้าจะขึ้นไปนั่งบนนั้นแล้วดูว่าเจ้าจะยังยิ้มได้อยู่ไหมตอนที่ข้ากลืนวิญญาณของเจ้าต่อหน้าสวรรค์ทั้งเก้าชั้นฟ้า"

เย่วหลิงซาจ้องเขาอยู่นาน แล้วนางก็ยิ้มออกมา รอยยิ้มที่งดงามแต่โหดเหี้ยมที่สุด

"ดี เช่นนั้นข้าจะรอ มาดูกันว่าระหว่างขยะที่ฝึกวิชามารในโลกเบื้องล่าง กับจักรพรรดินีสวรรค์ผู้ปกครองเก้าชั้นฟ้า ใครจะได้หัวของใครก่อน"

"อ้อ อีกอย่าง" นางกระซิบข้างหูวิญญาณของเขา "มู่เฉินคิดถึงเจ้ามากเลยนะ พี่ใหญ่"

ภาพทั้งหมดแตกสลาย

เซียวอู๋จี้ลืมตาขึ้นในกระท่อมไม้ไผ่ เหงื่อเย็นไหลท่วมหลัง หลินชิงเยว่หลับไปแล้วที่มุมห้อง

เขากำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในเนื้อ

"เย่วหลิงซา... มู่เฉิน..."

ไฟอสุรานิรันดร์ในร่างของเขาลุกโชนขึ้นอย่างบ้าคลั่งจนกระท่อมทั้งหลังสั่นไหว

การพบกันครั้งนี้ทำให้เขารู้ว่า สวรรค์รู้แล้วว่าเขากลับมา

และสงครามที่แท้จริง... กำลังจะเริ่มขึ้นในอีกไม่ช้า

บทก่อนหน้า
บทถัดไป